Sketch Drawing Painting Travel

Wednesday, 16 December 2009

Sketch on Phitsanulok 2


    วันนี้วันหวยออก ผมก็เลยจำเป็นต้องออกระเหเร่ร่อนตามหวย
เปล่าหรอก!! ... จริงๆก็แค่หาเรื่องออกไป Sketch ภาพน่ะ
ไม่ใช่ปวดใจเพราะนั่งดูข่าวต้นกล้วยท้อง แล้วขอหวย เอ้อ....

     หลังจากทำภาระกิจ การงานเสร็จสิ้น ผมก็เริ่มหาหน้าเข้าวัด
    เปล่า!! ผมไม่ได้ไปบวช ไม่ได้ไปหาข้าววัดกิน ไม่ได้ไปขอส่วนบุญ
    แต่ผมเข้าไป หาอะไรบางอย่าง
  ...อีกครั้ง....เข้าวัดเืพื่อหาอะไร บางอย่าง

............นั่นน่ะสิ
.............อะไร??..........
    วัดใหญ่ในพิษณุโลกหรือวัด มหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ(อีก) วัดหลวงพ่อพุทธชินราช
     ในที่สุดก็มาถึงจนได้บริเวณหน้าวัดใหญ่ ที่เมื่อสมัยก่อนเป็นหมู่บ้านแพ แต่เดี๋ยวนี้โดนย้ายไปสุดเมือง ก็บรรจงsketch ด้วย แกรยอง  รูปนี้ความมั่นใจยังมาไม่เต็มร้อย กดไป 10 นาที
มองผ่านม่านกระจกตาออกไปก็เจอแต่ของใหญ่ๆ 
แต่ในใจแล้วก็อยากเขียนมันเล็กๆ เอาที่มันใหญ่ๆมาใส่ในที่เล็กๆ
    วาดลงในกระดาษเฉพาะที่มุมบางมุมที่เรามอง
  เหมือนกับชีวิต ที่เราเลือกที่จะมองและเลือกที่จะเป็น

   จากนั้นเมื่อเสร็จแล้วก็รีบเดินมาบริเวณหลังวัด หลังจากดูที่หน้าวัดมาแล้วคนเพียบ เลยหลีกภัย ตามนามสกุลอดีตนายก มาที่บริเวณด้านหลัง สงบมาก ระหว่างเดินมาเจอฝรั่ง 4 คน บ่งบอกถึงการท่องเที่ยวที่ไม่คึกครื้นเท่าไหร่  แต่เรายังคักคึกอยู่ดี
    เดินมาอีกนิด ก็พบกับพระยืน ที่เมื่อก่อนยืนอยู่บริเวณนี้ที่เป็นป่า และบริเวณนี้เองก็เป็นฉากหนึ่งของหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวร
    จัดแจ้งหามุมวาด  ที่ถึงแม้จะถูกบังด้วยต้นไม้ แต่ก็ร่มรื่นเอาการ
ปาดๆๆ อย่างสนุกสนานแต่ยังไม่ถึงขั้นเมามันส์ จนลืมดูเวลาว่าใช้ไปกี่นาที      .....หิวววว....แล้ว   
    ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อย ว่าจะเข้าไปวาดใบหน้าพระพุทธชินราช ที่เชื่อกันว่าเทวดาสร้างขึ้น แต่ก็เข้าไปไม่ได้เพราะคนค่อนข้างเยอะ เลยตัดสินใจเข้าด้านข้าง โดยมองจากข้างนอก ผ่านลูกกรง เห็นใบหน้าด้านข้าง
     ตัดสินใจเลือกมุมนี้ โดยปาดโครงสร้างใบหน้าขึ้นมาก่อน แล้วค่อยเพิ่มปาดน้ำหนักบริเวณ คิ้ว ตา ปาก จมูก และจบด้วยใบหน้าและผม(ขอโทษทีครับไม่รู้ว่าต้องใช้ศัพท์อะไรหรือเปล่า) แป๊ปเดียวไม่กี่นาทีก็เสร็จ

    มองไป วาดไป ก็เผลอปล่อยความคิดไปเล่นๆ ว่า...
     ทำไมคนส่วนใหญ่ ถึงชอบที่จะใหญ่กันนัก (นั่นน่ะซิ)
     เราอยู่กันอย่างเล็กๆ แต่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน
ที่มั่นคง ทั้งใจและกาย ไม่ดีกว่าเหรอ

    ทำไมต้องสนใจแต่เปลือกที่ห่อหุ้ม
ทั้งๆที่ภายในนั้น สุดแสนจะสงบและเป็นสุข

ก็ได้แต่คิด
แล้วก็ทำตัวให้เล็กๆ

......มองเห็นระฆังในสมัยอยุธยา...
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่จะเห็นความสำคัญของชิ้นส่วนประกอบระฆังอันนี้หรือเปล่า

ความสำคัญของ "หูระฆัง"
นอกจาก ตา จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจแล้ว

    สำหรับมนุษย์เอง หูก็เป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ในการรับรู้ 
    แต่เรากลับไม่เลือก หรือ สังเคราะห์เรื่องที่กรอกเข้าหูเราอยู่ทุกวี่วัน
    เรากลับรับเรื่องราวทุกอย่างที่ผ่านมา แล้วเลือกที่จะดีใจ โมโห หรือเสียใจ
    อย่างไม่มีสิ่งสะกัดกั้น 
    นั่นก็คือจิตใจ

มาถึงระฆัง....
ถ้าระฆัง ไม่มีหูอันเล็กๆ จะแขวนยังไง
     เมื่อเวลาถูกเคาะ ถึงจะกวัดแกว่ง ก้องกังวาล ได้อย่างไพเราะ เสนาะหู ได้อย่างไร

     หูเล็กๆของระฆังใบใหญ่ๆ
     ก็สวยงามและมีคุณค่าของมัน

....จนกระทั่ง เมื่อเหตุผลของกาลเวลา เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ทั้งคู่ ต่างก็หมดภาระกิจของตัวเองไป
       อยู่ในที่สมควรอยู่
       เพื่อให้คนได้ศึกษาและเรียนรู้กันต่อไป.....

ยังมีเวลา เดินไปแถวๆวัดราชบูรณะด้านตรงข้ามกับวัดใหญ่
..เพื่อหาข้าวกิน พร้อมกับเตรียมตัวหามุมวาดใหม่
         ในที่สุดก็เจอร้านข้าวซอยน่าอร่อยล้ำ..ก็เลยถือโอกาสจัดการซะเลย ด้วยความหิว+กระหาย พร้อมๆกับนั่งชื่มชมผลงานตัวเอง (แต่ถึงยังไงก็ยังไม่ถึงกับบ่นพรึมพรำคนเดียว)

      ตราวนี้มามุมเดิมที่ผมเคยเขียนเมื่อก่อน แต่นั่นเป็นการ Drawing ไม่ใช่งาน sketch ลองดูว่าจะสามารถบังคับใจตัวเองไม่ให้เก็บงานได้มากแค่ไหน
     และแล้วเมื่องานเสร็จ ผมค่อยๆเดินอ้อมมาบริเวณด้านข้างวัด  ดวงตาคู่โปรดผมก็ได้สอดส่ายสายตาไปยังพระอุโบสถ ที่ปรกติบริเวณมุขจะเป็นนาคเศียรเดียวแต่นี่มีอยู่ 3 เศียรหรือสามมุข ซึ่งเป็นศิลปะในสมัยอยุธยา ผมเลยจัดการการนั่งบรรเลงเพลงเกรยอง ป็นการปิดสมุดเล่มใหญ่ในวันนี้

   กระทั่งเวลาถึง บ่ายโมง ยังเหลือเวลาเข้าร้านหนังสือ บริหารสมองอีกสักชั่วโมงก่อนที่รถ(ไฟ)จะมารับ พร้อมคนขับรถให้ ^_^

     มื่ออ่านหนังสือเสร็จเรียบร้อย พร้อมกับเสียเงินค่าข้อมูลใหม่ๆ มาอีกหนึ่งเล่ม ก็ถึงเวลามานั่งรอรถที่สถานีรถไฟ





    ถึงตอนนี้เจ้าเล่มเล็กตัวเก่งของผมก็ได้เวลาออกมาโลดแล่นอีกรอบแล้ว   ผมสังเกตุ อากัป กริยา ของผู้คนรอบๆข้าง มีทั้งพูดคุยกันเป็นคู่ๆ ครอบครัว จนกระทั่งต่างคนต่างนั่งไม่สนใจใคร
    ผมเองก็เช่นเดียวกัน ที่เอาแต่มองคนโน้นที คนนี้ที จำแล้วก็ก้มหน้า ลากเส้นแบบต่อเนื่อง


 เมื่อรถไฟใกล้มาถึง เสียงระฆังอันกังาล เข้าสู่โสตประสาทหูผมชัดเจนเต็มสองรูหู
ผมดีใจซะยิ่งกว่าใครมาเคาะกะลา

   ........แต่นี่
  เป็นระฆังสัญญานเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า ใครทำอะไรอยู่ให้รีบเก็บให้เรียบร้อยแล้วเตรียมตัวขึ้นรถ  แต่ผมรู้ว่ามันยังพอมีเวลาที่จะเก็บภาพผู้คนที่ร้อนรนมากขึ้นได้สักสองภาพ
  ..ไม่นานนักสองภาพก็เสร็จพอดี พร้อมกับเสียงวูดรถไฟ ที่ดังมาแต่ไกล
   เมื่อผมชึ้นรถเรียบร้อยก่อนที่เจ้าม้าเหล็กของผมจะโลดแล่นไปยังจุดหมาย ผมรีบเก็บภาพคนที่กำลังนอนหลับได้อีกภาพ เป็นการปิดทริปด้วยการหลับตา
    และทุกคนที่หลับอยู่จะตื่นขึ้นเมื่อถึงจุดหมายของตัวเอง.. 

   ...แต่สำหรับตัวผมเองนั้นชีวิตระหว่างเดินทาง มีอะไรตั้งมากมายที่สนุกสนานและน่าค้นหา คุณว่ามั้ย........






No comments: